แบตเตอรี่รถยนต์

เครื่องยนต์จะทำงานได้ต้องประกอบไปด้วย น้ำ, น้ำมัน, อากาศ, ไฟ  เหมือนดั่งธาตุทั้ง 4 ถ้ามีตัวไหนเดินไม่คล่อง รถยนต์ของท่านก็จะประสบอาการ ป่วย ไม่สบาย วิ่งไม่ออก กันเลยทีเดียว

วันนี้เราจะมาพูดถึงไฟกันก่อนนะครับ สิ่งสำคัญของไฟในรถคือ แบตเตอรี่ ใช้ในการเก็บกระแสไฟ และกระจายกระแสไฟไปตามจุดต่างของทั้งเครื่องยนต์และห้องโดยสาร ดังนั้นเจ้าแบตเตอรี่นี่แหละสำคัญมาก วันไหนมันไม่สบายรถเราก็จะสตาร์ทไม่ติด หรือสตาร์ทแบบเอื่อยๆ เหมือนจะติดไม่ติด

ไฟหน้าปัทกระพริบๆ เราต้องรีบเช็คแบตเตอรี่ก่อนเลยครับ

ประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์

1. แบตเตอรี่แบบน้ำ

แบตชนิดนี้จะมีความต้านทานสูง ทำให้ชาร์ตไฟได้ช้า มีการคลายประจุเร็ว แต่ทนความร้อนได้สูง

แบตเตอรี่แบบน้ำ ชนิดนี่จะมีตัวเปิดอยู่ด้านบนเป็นแบตเตอรี่ที่ใช้กันมายาวนาน แบตชนิดนี่จะต้องตรวจสอบเรื่องน้ำกลั่นที่บรรจุอยู่ภายใน เนื่องจากเป็นชนิดที่มีการระเหยของน้ำกลั่นสูงที่สุดในทุกประเภท ถ้าน้ำกลั่นน้อยการเก็บไฟก็จะน้อยตามไปด้วย แต่ถ้าเยอะเกินก็จะล้นออกมาอีก

ซึ่งถ้าล้นออกมาโดนสีรถจะกัดสีลอกได้เลยครับ

วิธีตรวจสอบเปิดจุกเกลียวด้านบน ดูระดับน้ำกลั่นด้านใน ต้องท่วมแผ่นธาตุ แต่ไม่สูงเกินบ่าปิดเกลียวครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2. แบตเตอรี่ แบบกึ่งแห้ง

แบตชนิดนี้จะมีการปรับปรุงแผ่นธาตุที่อยู่ด้านใน เพิ่มความสามารถทำให้เก็บไฟได้ดี การปลดปล่อยกระแสไฟแรงขึ้น แบตแบบนี้จะเป็น Maintenance Free ( MF ) ซึ่งแยกย่อยได้อีกสองประเภทครับ

2.1 จะต้องตรวจน้ำกลั่นเหมือนกัน แต่ระยะเวลาจะนานกว่าอย่างต่ำ 6 เดือน แบตแบบนี้จะมีการระเหยของน้ำกลั่นน้อย ตัวเปิดเติมน้ำกลั่นจะเรียบหรือบางรุ่นจะไม่มีให้เห็นเลย

ซึ่งความสามารถในการเก็บไฟ และการปล่อยกระแสไฟจะดีกว่าแบบน้ำธรรมดาด้วย

2.2 แบต Maintenance free แบบที่ไม่สามารถเปิดเพื่อเติมน้ำกลั่นได้เลย ไม่ต้องดูแลตลอดอายุการใช้งาน

ซึ่งแบตเตอรี่ทั้งสองแบบนี้ยังมีวิธีการเช็คเบื้องต้นว่าคุณภาพของแบตเตอรี่เป็นแบบไหนแล้ว ด้วยการมองตาแมวที่อยู่ด้านบนของแบตเตอรี่

ซึ่งวิธีการดูก็ศึกษาได้จากฉลากที่ติดมาแต่ละยี่ห้อได้เลยครับ

การเลือกแบตนั้นต้องดูความต้องการกำลังไฟของรถแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อด้วยครับ เลือกแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับเราเช่นไม่มีเวลาดูแล ก็เลือกแบบ Miantenance Free ไปเลยดีกว่าครับ

สุดท้ายนี้หากรถคุณมีอาการสตาร์ทยาวขึ้น สตาร์ทแล้วไม่มีแรง ก็ลงมาตรวจสอบแบตเตอรี่ของรถตัวเองได้เลยนะครับ อย่าปล่อยให้ สตาร์ทแล้วเงียบไปเลย จะไปทำงานบ่ายเอาได้นะครับ

Livemotorsale

ตรีพันธุ์ เกิดสมบูรณ์

เขียน-เรียบเรียง

20/09/2561

 

 

Visitors: 158,636